
คำเตือน คำสั่งสอน
การนุ่งน้อย ห่มน้อย เข้ามาวัด
แสดงชัด ถึงนิสัย ใกล้คนป่า
เราเป็นไทย แต่งใจ ให้วัฒนา
แต่งกายา ให้ชอบ ระบอบไทย
การนุ่งน้อย ห่มน้อย เข้ามาวัด
แต่งรูปรัด เององค์ ทรงจิ๊กกี๋
ไม่เหมาะสม เข้าสู่ ลานเจดีย์
เสื่อมราศี ผิดทำนอง ของคนไทย
เรื่องเขาสอนเราเรื่องหนึ่ง เรื่องเรามาปฏิบัติ ตามคำสอนนี้ก็เรื่องหนึ่ง เขาสอนเรื่องความจำ ไม่ใช่ความจริง เมื่อเรามาปฏิบัติเห็นจริงตามเป็นจริงอย่างนั้น มันจึงเกิดความจริงขึ้นมา มันถ่ายทอดกันอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเขาสอนเรา ๆ เข้าใจแล้ว มันแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เรามาปฏิบัติให้มันเกิดความจริงขึ้นมาตรงนั้น นั่นแหละคือความจริงที่เรารู้เอง เห็นเอง มันก็หมดปัญหา
.. เราแก่ไปทุกวัน ใกล้ความตายไปทุกนาที รีบสร้างความดีไว้..
... ธรรมะของจริงของแท้ ที่ทำให้บุคคลเป็น อริยะ ได้ มิใช่เพียงศึกษาตามตำราและนึกคาดคะเนเอาเท่านั้น แต่จะต้องปฏิบัติเป็นไปตามนั้นจริง ๆ ของจริงจึงจะเป็นของจริงขึ้นมาได้
ก็เหมือนกับหนามที่อยู่ในป่า เราเดินเท้าเข้าไปเหยียบ รู้สึกเดี๋ยวนั้น มันก็เจ็บขึ้นเดี๋ยวนั้น ก็รีบพยายามที่จะถอนหนามนั้น เอาจากเท้าของเราต่อไป เปรียบประหนึ่งว่า ... จิตเรารู้จักความผิดมันก็ผิดเดี๋ยวนั้น ๆ มันก็พยายามที่จะขว้างทิ้งเดี๋ยวนั้น... อยากจะละเดี๋ยวนั้น จิตใจของผู้ประพฤติปฏิบัติ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
... บางคนก็มาวัดทุกวัน วันพระก็มาฟัง หลับตาภาวนา... ... พอกลับไปบ้านก็ละเลย ทะเลาะกับลูกกับผัว กับใครต่อใคร... เขาเข้าใจว่า เวลานั้น..... ... เขาออกจากการภาวนาแล้ว...
... ปัญญาที่แท้ เกิดจาก การมีสติ ในทุก ๆ อริยบท การฝึกปฏิบัติของท่าน ต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติติดต่อกันไป... จนกระทั่ง... ... นอนหลับไป...
ให้ดูภายในจิตของเจ้าของให้มันเห็น อย่างคนอื่นทำผิดเราก็ยกโทษเขาเรื่อย ๆ ไม่หยุด ... เพราะเขาทำผิด ถ้าคิดไปอีกก็ดีส่วนหนึ่งเหมือนกัน แต่คิดเข้าไปถึงที่สุดแล้ว มันเรื่องของเขา เราจะไปแบกทำไม? มันทุกข์... เห็นไหมนั่นนาน ๆ เราก็เลยพ่ายตามเขาไปด้วย... เห็นเขาผิดแล้วไปรื้อฟื้นขึ้นมา ต่อไปเราก็ผิดอีก เพิ่มมันเข้าไป อันนี้ต้องให้รู้จัก... การปฏิบัติก็เหมือนกันอย่างนั้น
... เขานินทาต้องหยุดนิ่ง พิจารณาดูว่า.. เขาว่าอะไรกัน.. ถ้าไม่เป็นจริงก็แล้วไป ถ้าเป็นจริงอย่างเขาว่า... ก็...
แก้ไขตัวเราเสีย .... ก็หมดเรื่อง... เท่านั้นเอง
.... นี้น้ำร้อน... ที่สุดของความร้อนอยู่ที่ไหน?... คำถามประโยคนี้คุณไม่ต้องตอบ แต่ให้คุณนำไปคิด... ด้วยปัญญา... คือการภาวนา.. มันเป็นคำสอนสุดท้าย....

... เมื่อรู้จักผิด รู้จักถูกแล้ว ก็พยายาม ละมัน...
อารมณ์นี้ ธรรมะนี้ มันเกิดที่ จิต
อยากจะเห็นสิ่งทั้งหลาย ให้เห็น ตัวเอง
ความรู้เกิดจากการกระทำ
- เช่นง่าย ๆ ศีล ๕ ที่พวกเราพุทธบริษัททั้งหลายสมาทานกันอยู่นี้ ทำกันอยู่นี้ อันนี้ก็คือคุณสมบัติของมนุษย์แท้ ๆ ถ้าใครมีศีล ๕ ในใจทุกคนอย่างนั้นน่ะ ไม่ต้องอะไรแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่พ้นทุกข์เป็นต้น ก็อยู่ด้วยความสงบระงับ เป็นสัมมาอาชีวะในโลก ก็ยังไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จึงว่ามันเป็นสมบัติของมนุษย์
... การปฏิบัติ ... สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ
.. จุดมุ่งหมายสูงสุด ของการปฏิบัติ ภาวนานั้น ... ท่านสอนให้ ปล่อยวาง
ต้องมีสติ สติเป็นหัวหน้าที่จะจูงผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติให้รู้จักทาง
... ทำดี ดีกว่า ขอพร .....
จิต คือ ใคร ?
.... ทำดี ได้ชั่ว ไม่มีหรอก ทำชั่วได้ดีก็ไม่มี ....
.. อดทน ให้ความดี ...
... ธรรมดา จิตของคนเรา มันมีทั้งเวลา ขยัน และขี้เกียจ แต่เมื่อทำความเพียรด้วยสัจจะ เราต้องทำเรื่อยไป ๆ ... มันจะโตขึ้น ...
.. สิ่งที่ แน่นอน ไม่มี ....
เจ้าเกิดมา มีอะไร มากับใจ
จะมัวเมา โลภมาก ไปถึงไหน
เวลาตาย ไม่เห็นหอบ สิ่งใดไป
ติดตามได้ แต่บาปบุญของคุณเอง
.. ถึงที่นี่ หยุดอยู่ อย่าเลยผ่าน
มาถึงด่าน แดนพง ดงสุขสันต์
จะหายวุ่น หายขัดข้อง ทุกสิ่งอัน
เพราะเรานั้น สนใจ ใฝ่ในธรรม ..
... คนไม่รู้จัก บุญ ทำบุญก็... ไม่ได้บุญ ..
... คนไม่รู้จัก บาป ก็... ละบาปไม่ได้ ...
... มองดูไม้ เถาวัลย์ มีในป่า
เหมือนกับว่า มันสอนเรา อยู่รอบด้าน
บ้างใบร่วง ผลิออก ดอกตูมบาน
ธรรมชาติ เป็นอาจารย์ ชึ้บอกเรา
.... ถ้าเราไม่ติดในความรัก ไม่ติดในความชัง ไม่ติดในความสุข ไม่ติดในความทุกข์ เท่านั้น ....
ก็เรียกว่า ... ... เราเดินตามกระแสธรรมของ ... สมณะ...
... เขาว่ากันว่า ... ฟ้ากับดินนั้นไกลกัน ฝั่งทั้งสองของมหาสมุทรก็.. ไกลกัน.. แต่ปราชญ์ท่านกล่าวว่า ....
... ธรรมของผู้มีปัญญากับของคนพาลห่างไกล ...
อภริตา ปรมา ลาภา
ความไม่มีภรรยาเป็นลาภอันประเสริฐ
ภริตา ปรมา ทุกขา
ความมีภรรยา เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
... ขอให้ดูจิต ... พยายามอ่านจิตของเจ้าของ พยายามพูดกับจิตของเจ้าของ ..... มันจึง ... .. จะรู้เรื่องของจิต ...
อยู่ใกล้เกลือ กินเกลือ มีดีอ้าง
อยู่ใกล้ด่าง กินด่าง ก็เหมาะสม
อยู่ใกล้เกลือ กินด่างตาม ไม่น่าชม
อยู่ใกล้ด่าง กินดินตม สิ้น .. ราคา
.... อันใดมันผิด .. เราก็หยุดเสีย ความผิดมันก็ไม่เกิดกับเรา ...
... อันใดมันถูก ... เราก็รักษาเข้าไว้ ให้มันเป็นมงคลอยู่กับใจของเรา ...
ตัวดำทั้งต่ำต้อย สกุลวงศ์
ทรัพย์น้อยใจซื่อตรง มั่นตั้ง
ยศต่ำอาชีพคง สุจริต - เสมอนา
เป็นสุขยึดธรรมยั้งโลกซร้องสรรเสริญ
โลกวุ่นวาย ขัดข้อง มานี่โหว่ย
อย่าโอดโอย ร้องเปล่า ไม่เข้าที่
แดนป่าพง สุขสันต์ นั้นยังมี
อย่าได้หนี เตลิต เปิดไปไกล
ธรรมชาติ มันเป็นจริงอยู่ แต่เราผู้ รู้ไม่จริง ไม่ว่าใครจะหัวเราะ ...
ใครจะร้องไห้ ... มันก็เป็นของมัน ... ... อยู่อย่างนั้น ...
... องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสอนให้ฟังอย่างนี้ .... .. ให้ความดีเข้าไปฝังในใจ .. ถ้าความดีเข้าไปฝังในใจแล้ว ความทุกข์ มันก็ถอยออกไป ... ห่างออกไป ...
... บางทีมีความสุข ..... บางทีมันมีความทุกข์ บางทีสบาย ...
... บางทีรำคาญ บางทีรักคนโน้น บางทีเกลียดคนนี้ ... ... นี้คือ .. ธรรมะ ...
ถ้าตาเราสว่าง .. สี .. มันก็เกิดขึ้น ..
... คนเราไม่รู้จัก นึกว่าเดินจงกรม นึกว่าการฟังธรรม นึกว่าการนั่งสมาธิเท่านั้น เป็นการปฏิบัติ ... ก็จริงอยู่ ... แต่มัน .... เป็นเปลือกของมัน ...
.. ต้นไม้ .. เป็นอย่างไร?
.. เรา .. ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกัน ...
ชนะมัน ด้วยการ ชนะตัวเอง
โทษคนอื่น มองเห็น เท่าภูเขา
ส่วนโทษเรา มองเห็น เท่าเส้นผม ( ขน)
ตดคนอื่น น่าเบื่อ เอาเหลือทน
ตดของตน ถึงจะเหม็น ไม่เป็นไร
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า คนที่ยังเชื่อคนอื่นอยู่นั้น ท่านไม่ ....
.. สรรเสริญ.. บุคคลยังดีใจ เสียใจกับคนอื่นที่พูด หรือกระทำอยู่ ตรงนั้น
พระพุทธเจ้ายังไม่สรรเสริญ ...
.. คนไม่รู้ พระพุทธเจ้า สอนให้รู้ คนรู้แล้ว ไม่ทำตาม ท่านไม่สอน ....
.. ถ้ารู้จักตัวเอง มันก็ ... สงบ ..
เผ้าดูจิต นี่แหล่ะคือการปฏิบัติของเรา ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว และ ... ... ความสงบสันติ ....
. สติ . สันติ . พุทโธ .
. สะอาด- สว่าง- สงบ .
เราทำตามกิเลส มากี่ปีแล้ว ?
ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่
เว้นเสียแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ทิ้งสมบัติ มากมาย ให้ปวงชน
ร่างของตน เขายังเอา ไปเผาไฟ
สาวกของพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ได้ เพราะเห็น ... ความไม่เที่ยง
ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง
ทุกสิ่งย่อมผุพัง เสื่อมสิ้น
ทำดีย่อมมีหวัง เป็นที่ - พึ่งพา
ทำชั่วตัวด่าวดิ้น สู่ห้องอบายภูมิ
โลกียวิสัยนั้น มันเวียนไปตามโลก
มันเวียนคล้อยไปตามโลก จิตก็เป็นลูก
คิดอยู่แต่จะหามาใส่ตัวอยู่ไม่เป็นสุข หาไม่รู้จักพอ
วิชาโลกียโลยกลายเป็นอวิชชา
หาใช้วิชชาความรู้แจ้งไม่
มันจึงเรียนไม่จบสักที เพราะมันมัวไปตามลาภ
ตามยศ ตามสรรเสริญ ตามสุข
พาใจให้ขัดข้องเป็นกิเลสกองใหญ่
... หน้าที่ของเรานั้น .. ทำเหตุ .. ให้ดีที่สุด เท่านั้น ...
... ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง
เกิดแก่เจ็บตายยัง พบแท้
ผมขนเล็บฟันหนัง ทุกส่วน
แปรเปลี่ยนสุดจะแก้ ล้วงพ้นห่อนมี ...
... พระพุทธเจ้า ตรัสว่า กิเลส ทั้งหลายเป็นครูสอนเรา ...
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ... อานนท์
ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย
ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ด้วยการคิด
ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉย ๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย
ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน กิเลส .. จะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ..
ซึ่งจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น ...
จิต .. ของคนตามธรรมชาตินั้น ไม่มีความดีใจ เสียใจ ที่มีความดีใจเสียใจนั้น ไม่ใช่ .. จิต
การฝึกทางโลกุตตระ คือ ทำให้มันหมดอุปาทาน ปฏิบัติให้หมดอุปาทานให้พิจารณาร่างกายนี้แหล่ะพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้มันเบื่อ ให้มันหน่าย จนเกิดนิพพิทา ซึ่งเกิดได้ยาก มันจึงเป็นของยาก ถ้าเรายังไม่เห็นก็ยิ่งดูมันยาก
เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็ให้ทำตัวเป็นพระภิกษุใหม่อยู่เสมอไม่ใช่ว่าเก่า สยดสยองอยู่ต่อข้อประพฤติปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอด้วยใจ จะยืน ... เดิน... นั่ง... นอน จิตก็ปรารถอยู่ ... เราจะมีความมักน้อยโดยวิธีอย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร? ถึงจะเป็นอย่างนั้น ให้เรารำลึกอยู่อย่างนี้เสมอ ให้รู้จักความผิดชอบเฉพาะตัวเราอยู่ทุกเวลานั่นเอง
พระพุทธเจ้า ท่านว่า .. ตายนี้มาจากเกิด
อารมณ์นี้แหละ มันเป็น ครูสอนเรา ...
จิต คือ ใคร ?
โลภ โกรธ หลง
ต้องแก้ด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา
ธรรมชาติแท้ของจิตนั้น ถ้าเข้าใจซึมซาบแล้ว คำพูดมนุษย์ ไม่สามารถหว่านล้อม หรือ เปิดเผยมันได้
การปฏิบัติธรรมที่แท้นั้น .. จะต้องมี ... .. ศีลบริสุทธิ์ ...
มาถึงวัด เห็นดิน และต้นไม้
ยังมิใช่ เห็นวัด ดั่งความหมาย
รู้จัก วัตร ต้องฝึกหัด ทั้งกายใจ
จึงจะได้ บ่งชัด เห็นวัดจริง
... เกิดมาที ตัวเปล่า เราหรือท่าน
มิฉะนั้น จะอยากรวย ไปถึงไหน
มีพอกิน พอใช้ สบายใจ
เหนือสิ่งใด เข้าวัด หัดฟังธรรม ...
ทำไม ? เราไม่ปล่อย ราคะ โทสะ โมหะ ของเรา
อันสตรี ไม่มีศีล ก็สิ้นสวย
บุรุษด้วย ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี
เป็นนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี
ข้าราชการ ศีลไม่มี ก็เลวทราม
.. กาย วาจาของเราก็เช่นกัน ถ้ามีคนรักษามันก็งาม ความชั่วช้าลามก สกปรก เกิดขึ้นมาไม่ได้ ...
ทำความดีอยู่คนเดียว ไม่มีใครเห็น มันก็ยังดี อยู่นั่นเอง ..
อนิจจัง แปรเปลี่ยน ไม่หยุดอยู่
ทุกขังสู้ ทนได้ยาก ขังไม่ไหว
อนัตตา แหลกสลาย ทำลายไป
สามอย่างให้ หมั่นพินิจ คิดทุกวัน
ความผิดพลาด ครั้งก่อน สอนให้รู้
ช่วยเป็นครู เตือนสติ มิให้ฝืน
จะระวัง รอบคอบ นั่งเดินยืน
ยามค่ำคืน จะตรองตรึก นึกทบทวน
.. การละบาป นี้.. เป็นสิ่งลำบากกว่า... ... การทำ บุญ...
... อันพิษร้าย ของสัตว์ ทุกชนิด
ย่อมมิพิษ ทำให้ตาย เพียงหนึ่งหน
แต่พิษร้าย ของความช่วย ติดตามตน
ย่อมส่งผล ร้ายกาจ ทุกชาติไป ...
การชนะ คนอื่น หมื่นแสนหน
เดี๋ยวกลับตน เป็นแพ้ ไม่แน่หนอ
ชนะตน จากชั่ว เท่านั้นพอ
ย่อมเกิดก่อ สุขแท้ แก่ตนเอง ..
โชคดีอย่างใหญ่หลวง
คือโชครู้จัก ธรรมะ
นั่นแหละเป็นโชคดีที่สุดแล้ว

|